CHANEL ทองคำ และตลาดหุ้น!

เห็นสาวๆหลายๆคนชอบบอกว่าการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ช่วงนี้ตลาดหุ้นกำลังเนือยๆ ผมเลยขออาสาเป็นตัวแทนของเหล่าพ่อบ้านใจกล้าทั้งหลายมาช่วยค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่อนี้กันหน่อยดีกว่า ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยครับ 55

ของแบรนด์เนม กับการลงทุน!


ในยุคนี้นั้นเมื่อพูดถึงเรื่องของแบรนด์เนม จากประสบการณ์นั้นผมเชื่อว่าเพื่อนๆนักลงทุนหลายๆคน (โดยเฉพาะพ่อบ้านทั้งหลาย) คงจะต้องเคยมีประสบการณ์ตรงหรือไม่ก็เฉียดๆ กับการต้องเจียดเงินไปเป็นบรรณาการให้กับสินค้าเหล่านี้กันไม่มากก็น้อยพอสมควรนะครับ
เอาล่ะผมไม่ได้จะมาแนะนำว่าคุณควรที่จะซื้อหรือไม่ซื้อของเหล่านี้กันหรอกนะครับ เพราะผมคิดว่าคำถามนี้นั้น ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่าคุณจะซื้อหรือไม่! (เพราะยังไงสุดท้ายเมื่อถึงเวลาจำเป็นคุณก็คงต้องซื้อมันบ้างอยู่ดี 55) แต่สิ่งที่เราจะมาหาคำตอบกันในวันนี้ก็คือความจริงแล้วมัน … คุ้มค่าทางการลงทุนแบบเป็นตัวเงินจริงๆหรือไม่? หรือพวกเราควรที่จะเก็บเงินไว้ลงทุนกับอย่างอื่นแทนดี??
แน่นอนครับว่าเรื่องนี้มันคงตอบไม่ง่ายสักเท่าไหร่นัก และคำตอบนั้นก็คงไม่ได้มีแค่คำตอบเดียวอย่างแน่นอน แต่เพื่อให้มันเป็นอะไรที่สากลโลกที่สุด ผมคิดว่าสินค้าฟุ่มเฟือยสุดฮิตอย่างหนึ่ง ที่มักถูกยกมาเป็นข้ออ้างในการลงทุนของผู้หญิงทั้งหลายเลยก็คงจะหนีไม่พ้นพวก “กระเป๋า” กันสักเท่าไหร่นัก ดังนั้น วันนี้ผมเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาเล็กน้อย (ตามสไตล์ผู้ชายที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องกับของแบบนี้) และก็ได้พบว่ากระเป๋าแบรนด์เนมที่ถือเป็นรุ่นยอดฮิต, ได้รับการยอมรับว่าคลาสสิค, ซื้อง่ายขายคล่อง และราคาขายต่อไม่ค่อยตกกันในวงการก็คือกระเป๋า …

CHANEL


Channel
ภาพที่ 1 : กระเป๋า Chanel รุ่น Classic Medium Flap และราคาขายมือหนึ่งย้อนหลังจาก The Viviant-Stylecaster.
โดยหลังจากที่ผมได้รู้แล้วว่ากระเป๋า Chanel ถือเป็นแบรนด์ที่เป็นที่นิยมกันโดยกว้างขวาง อีกทั้งยังมีข้อมูลราคาย้อนหลังใน Internet ให้พอที่จะนำเอาตัวเลขต่างๆมาวัดดูได้ (Hermes กับ Louis Vuitton ผมหาไม่เจอครับแหะๆ) ผมก็ได้สืบค้นข้อมูลต่อไปว่าเจ้ากระเป๋า Chanel ที่ว่าเนี่ยรุ่นไหนมันฮิตที่สุด … ซึ่งคำตอบก็คือเจ้า Chanel รุ่น Classic Medium Flap Bag ดังภาพด้านบนนั่นเอง!
ซึ่งจากการหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยจากแหล่งอื่นๆผมก็ได้พบว่ามีข้อมูลอีกหลายๆที่ที่น่าสนใจพอกัน ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลจากทางเว็บไซต์ chanelprices ก็แสดงให้เห็นว่า นอกจากที่ราคาของมันจะสูงขึ้นเรื่อยๆนั้น เมื่อมองด้วยตาเปล่าก็ดูเหมือนกับว่าราคาของมันยังอาจสามารถเติบโตชนะดัชนี S&P500 ได้อีกด้วย!
อุ้๊บ้ะ! แม่เจ้า อะไรมันจะขนาดนั้น ผมชักอดสงสัยไม่ได้แล้วสิว่ามันจะจริงเท็จสักแค่ไหน แล้วผลตอบแทนของมันจะดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นโดยทั่วไปได้หรือไม่? ดังนั้นแล้ว ในบทความนี้ผมจะถือเอาโดยพละการว่ามันเป็นตัวแทนของสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลายก่อนแล้วกัน! ว่าแล้วเราก็มาลองเอาตัวเลขของมันมาเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆกันดูบ้างดีกว่าครับ :D

Chanel Historical Price
ภาพที่ 2 : ราคาย้อนหลังของกระเป๋า Chanel รุ่น Medium Lambskin, Jumbo Lambskin, S&P500 และทองคำ ตั้งแต่ปี 2003 – 2014 จาก chanelprices.com

ผลตอบแทนของ กระเป๋า Chanel ทองคำ และตลาดหุ้นไทย


“กระเป๋าแบรนด์เนม มันให้ผลตอบแทนที่ดีขนาดนั้นได้จริงๆหรือ!?”
ผมคงต้องยอมรับว่าในฐานะของผู้ชายที่ไม่ค่อยจะสนใจสินค้าแบรนด์เนมอย่างผมนั้น มันอดรู้สึกสงสัยไม่ได้จริงๆว่า การลงทุนในสินค้าแบรนด์เนมต่างๆอย่างที่สาวๆหลายคนกล่าวอ้างมันจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนสักขนาดไหนกัน (เข้าข้างตัวเอง 55 อย่าพึ่งด่าผมในใจนะครับ) ดังนั้นแล้วเพื่อความเที่ยงตรง ผมจึงได้ทำการค้นหาข้อมูลตัวเลขดิบๆจากแหล่งข้อมูลหลายแหล่งมาเปรียบเทียบกัน (ข้อมูลหลักๆมาจาก racked.com)
โดยหลังจากที่ผมได้ตัวเลขราคาขายมือหนึ่ง และผลตอบแทนรายปีของกระเป๋า Channel รุ่น Classic Medium Flap ออกมาแล้วนั้น ผมก็ได้ทำการนำมาเปรียบเทียบกับราคาของสินทรัพย์การลงทุนยอดนิยมต่างๆดู โดยในที่นี้ผมจะขอนำเอาสินทรัพย์ที่เป็นที่นิยมกล่าวถึงของนักลงทุนไทยกันมากๆนั่นก็คือ ทองคำ, ดัชนีตลาดหุ้นไทย และดัชนีตลาดดาวโจนส์ โดยที่ภาพด้านล่างก็คือภาพเปรียบเทียบราคาและการเติบโตของดัชนีราคาของพวกมัน ซึ่งหลายๆคนคงจะสามารถสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้ว่า … สงสัยผมจะคิดผิดเสียแล้ว !@$%& โอ้ว!

plot of chunk unnamed-chunk-4
ภาพที่ 3 และตารางที่ 1 : ดัชนีราคารายปีของ กระเป๋า Chanel , ทองคำ, ตลาดหุ้นไทย และดาวโจนส์ย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม! เพื่อนๆคงทราบกันดีว่าผมและเพื่อนๆที่อ่านบล็อกนี้อีกหลายคนนั้น เป็นประเภทนักลงทุนตามระบบหรือ Quantitative and Systematic Trader กันเต็มขั้น :P เราจะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าในทันที! ดังนั้น เราจึงต้องมาลองแปลงให้มันเป็นตัวเลขผลตอบแทนให้มันชัดเจนขึ้นกันดูอีกสักหน่อย!!
ซึ่งเมื่อผมนำเอาตัวเลขต่างๆมาทำการคำนวณเปรียบเทียบผลตอบกันก็ได้พบว่า ราคาและการขึ้นราคาของกระเป๋ารุ่นนี้มันไม่ธรรมดาจริงๆ! โดยมีลักษณะเป็นดั่งในภาพและตารางด้านล่างนี้นั่นเองครับ (ในบทความนี้ผมจะขอตัดเอาเฉพาะช่วง 2005-2014 นะครับ เพราะเป็นช่วงที่ราคากระเป๋า Chanel ครบถ้วน)

plot of chunk unnamed-chunk-5
SET.%RetDJIA.%RetChanel%RetGold.%Ret
Annualized Return8.415.1515.6010.60
Annualized Std Dev30.8816.1515.6617.92
Annualized Sharpe (Rf=4%)0.140.070.740.36
ภาพที่ 4 และตารางที่ 2 : ผลตอบแทนคิดโดยข้อมูลรายปีของกระเป๋า Chanel , ทองคำ, ตลาดหุ้นไทย และดาวโจนส์ โดยที่ Annualized Return (CAGR) คือผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น, Annualized Std Dev คือความผันผวนของผลตอบแทน และ Annualized Sharpe Ratio คือค่า Sharpe Ratio รายปีคิดด้วย Risk Free Rate ที่ 4%
โดยข้อสรุปจากข้อมูลตัวเลขที่คำนวณออกมานั้น ผลสรุปก็คือผมดูถูกมันเกินไป! กระเป๋า Chanel ซึ่งเป็นตัวแทนของสินค้าแบรนด์เนมราคาสุดโหด สามารถที่จะเอาชนะผลตอบแทนของทั้ง ทองคำ, ดัชนีตลาดหุ้นไทย และดัชนีดาวโจนส์ ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ!!
อธิบายภาพและตารางด้านบนนี้ง่ายๆเลยก็คือ สมมติว่าเราทำการซื้อมันเก็บไว้ไม่ให้เสียหายตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และอยากจะนำมาขายต่อในวันนี้โดยที่สภาพยังดีอยู่ ในวันนี้มันสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนถึงกว่า 326.09% หรือผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น (CAGR) ที่ราว 15.6% ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งถือได้ว่าผลตอบแทนในอุดมคติของมันทิ้งขาดทั้ง
  • ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนที่ 124.17% หรือ CAGR ที่ราว 8.41% ต่อปี
  • ทองคำที่ 173.8% หรือ CAGR ที่ราว 10.6% ต่อปี
  • ดัชนีดาวโจนส์ที่ 65.29% หรือ CAGR ที่ราว 5.15% ต่อปี
ซึ่งหลังจากที่ผมได้กราฟและตัวเลขเหล่านี้ออกมานั้น งานนี้ผมคิดในใจและบอกได้เลยว่า … เมื่อสาวๆทั้งหลายล่วงๆรู้ความจริงข้อนี้ พ่อบ้านใจกล้าทั้งหลายก็อาจมีหนาวแน่นอนครับ 55

หรือของแบรนด์เนม จะเป็นการลงทุนทางเลือกได้จริง?


สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ หลังจากที่ผมสนุกกับตัวเลขต่างๆ และเริ่มรู้สึกหวาดกลัวที่ทำสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แล้วนั้น T_T ผมค้นพบความน่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะนำมาแขร์ให้ฟังกัน … ซึ่งนั่นก็คือเรื่องของค่าสหสัมพันธ์หรือค่า Correlation ของผลตอบแทนจากกระเป๋า Chanel นั่นเอง
plot of chunk unnamed-chunk-6
ภาพที่ 5 : ตาราง Yearly Return Correlation ระหว่างกระเป๋า Chanel , ทองคำ, ตลาดหุ้นไทย และดาวโจนส์
โดยสิ่งที่น่าสนใจก็คือจากค่าตัวเลขสหสัมพันธ์ของผลตอบแทนหรือ Return Correlation จากสินทรัพย์ต่างๆที่ออกมานั้น ผมพบว่ากระเป๋า Chanel ซึ่งเป็นตัวแทนของแบรนด์เนมในบทความนี้ ให้ค่า Return Correlation ที่ค่อนข้างต่ำไม่เกิน 0.3 กับทั้งตลาดหุ้นและทองคำอยู่พอสมควร (ค่า Correlation มีค่าระหว่าง -1 ถึง 1 ยิ่งค่าเข้าไกล้ 1 เท่าไหร่ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กัน แต่หากค่าเข้าไกล้ -1 มากเท่าไหร่ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามกัน)
ซึ่งนั่นหมายถึงว่าหากเรามองกันตามทฤษฎีการกระจายความเสี่ยงหรือ Modern Portfolio Theory แล้วล่ะก็ การมีทรัพย์สินประเภทนี้สะสมไว้ส่วนหนึ่งในพอร์ทการลงทุนโดยรวมของคุณ มันอาจจะช่วยให้พอร์ทโฟลิโอโดยรวมมีความเสี่ยงที่ต่ำลงก็เป็นได้ (และในหลายๆกรณีช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นด้วย) เพราะการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ที่ขึ้นลงไม่สัมพันธ์กันจะช่วยชดเชยความเสียหายของสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งได้ ดังนั้นแล้วสินค้าต่างๆนอกตลาดเหล่านี้อาจกลายเป็นสินทรัพย์การลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจในอนาคตต่อไปก็ได้เช่นกัน หากว่าเราทำการบ้านได้ดีเพียงพอ!
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายนี้ผมคงต้องขอเตือนว่าสิ่งที่ผมนำมาแชร์ให้อ่านกันวันนี้เป็นเพียงการทำข้อมูลในเบื้องต้นเท่านั้นนะครับ ยังมีปัจจัยอีกหลายๆอย่างซึ่งยังไม่ถูกนำมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดการเปลี่ยนมือ, กระเป๋า หรือสินค้าแบรนด์เนมรุ่นอื่นๆด้วย นอกจากนี้แล้วอย่าลืมว่าตัวเลขซึ่งเป็นตัวแทนของสินค้าแบรนด์เนมในบทความนี้มี Selection Bias และ Survivorship Bias แฝงอยู่เช่นกัน (เหมือนผมหยิบหุ้นตัวขึ้นเยอะๆเสร็จไปแล้วมาโม้นั่นแหละครับ 55) เราคงไม่มีวันรู้ได้อย่างแน่นอนว่ามันจะยังเป็นที่นิยมหรือราคาจะวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆอีกต่อไปหรือไม่ แต่ยังไงก็ถือว่าผมเอามาเล่าให้ฟังเป็นเกร็ดความรู้การลงทุนสนุกๆกันก็แล้วกันนะครับ
วันนี้มีเท่านี้แหละครับ พบกันใหม่บทความหน้าครับ ขอบคุณทุกคอมเมนท์ล่วงหน้าครับ
ปล : เขียนไปเขียนมาชักรู้สึกเหมือนเป็นหน้าม้าขึ้นทุกที แต่สาบานได้ว่าผมไม่ได้มีเอี่ยวกับทาง CHANEL หรือได้ตังค์สักบาทจากการพูดถึงกระเป๋ารุ่นนี้นะครับ! :D 55
http://mangmaoclub.com

คำคมโดนใจของนักเล่นหุ้น


เมื่อคุณจะทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม
หากคุณชอบและรัก  และพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับมัน
คุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
แต่คุณต้องลงมือศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจังด้วย
' ชัยยุทธ กรรณสูต' 
     ------------ --------- --------- --------- --------- ---------

อย่าลืมว่า
ในการประกอบธุรกิจ เก่งอย่างเดียวไม่ได้  ต้องเฮงด้วย
และเก่งกับเฮงก็ใช้ไม่ได้แล้วในสมัยนี้
ต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วย
และเรื่องนี้ผมก็สอนลูก ๆ  ผมอยู่เสมอ
' อุเทน เตชะไพบูลย์ '
     ------------ --------- --------- --------- --------- ---------

ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ
คือในโลกนี้  ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้  อาจมีคนเก่งกว่าคุณ
เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า  ตนเองเก่ง
จงจำเอาไว้ได้เลยว่า  ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว
ความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว
' ธนินท์ เจียรวนนท์ '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า
แต่ถ้าวันใด  ที่เขื่อนนั้นเปราะบาง และโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง
ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
โหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น
แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม
' เจริญ สิริวัฒนภักดี '

ผมจะก้าวหน้าไปสักก้าว ก็ต้องเจออะไรมากระทบ
แต่เราก็พยายามที่จะก้าวใหม่ อีกอย่างหนึ่ง
แบงค์กรุงเทพฯเคยถูกกระทบตลอดเวลา  และไม่เคยท้อถอย
' ชาตรี โสภณพนิช '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

" เจี้ย ยู่ เล้ง ... โจ้ว ซื่อ ยู่ โฮ้ว "
แปลเป็นไทยได้ความว่า
กินข้าวต้องเร็วเหมือนมังกร  ทำงานต้องทำให้เหมือนเสือ
และก็ไม่แต่ผมคนเดียวเท่านั้น
ลูกๆ  ทุกคนก็ปฏิบัติอย่างนี้
' บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ
คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ  อย่างเป็นจริงเป็นจัง
แต่ถ้าคุณไม่อดทน  โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน
' อนันต์ กาญจนพาสน์ '

จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา
เพราะผมคิดว่า  ปกติผู้บริหารทั่วไป มักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา
มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา
แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา
ผมบอกลูกน้องของผมว่า
เราต้องเดินไปหาลูกค้า  อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
' พรเทพ พรประภา '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ
ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่า
ลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้ว
ลูกค้าพอใจแค่ไหนอย่างไร  ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียว
เพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้อง
อาจเกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้
'ประกิต อภิสารธนรักษ์ '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า
มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด
หรือแม้แต่เลวที่สุด
เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุด
ได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว
คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง  ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว
' ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม
คุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน  ก่อนที่จะลงมือทำ
และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆ
   ให้มันรู้ไปเลยว่า  เราทำไม่ไหวแล้ว
   ' ชวน ตั้งมติธรรม '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

มีหลักในการบริหารงาน ไม่กี่ประการ
1. ต้องลับคมอยู่เสมอ
2. ไม่กลัวงาน เมื่อคิดจะทำอะไรต้องทำทันที  และ
3. ต้องรักษาคำพูด
'คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

เวลามีปัญหาในองค์กร ปัญหาชีวิตและสุขภาพ
จะมีทางแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายหลายรูปแบบ
แต่ที่สำคัญต้องมีสติ  และมีความรักเป็นพื้นฐานสำคัญ
จากนั้นจึงค่อยใช้ปัญญา  เพราะปัญญาช่วยให้มองเห็นหนทาง
ของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนที่สุด
' ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ '

1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่  มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง  หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น  ผู้อื่นจะมาคุมแทน
' ท่านผู้หญิงนิรมล  สุริยสัตย์ '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- --

ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง  หรือนายจ้าง
ควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ
การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้
นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น
ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
' โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ '
     ------------ --------- --------- --------- --------- --------- -- 

ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่
ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา  รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันที
และเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร  มักอยากเป็นแบบนั้น
ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก  แต่ที่ได้รับคำแนะนำ
ว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ก่อนเป็นอันดับแรก
' อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ '

ชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนน บนบ่ามีมีไม้พาดอยู่
และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้  ขณะที่เดินไป
เขาเกิดสะดุดก้อนหิน
และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป  โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา
แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า 'นี่ ๆ พ่อเฒ่า ท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น'
ชายชราหันไปตอบว่า 'ฉันรู้  ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่'
ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น   
'อ้าว แล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ'
สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า
'ก็หม้อดินมันแตกแล้ว  แกงจืดก็ไม่เหลือ แล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ'
พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ  วันคือจุดเริ่มต้นใหม่
เรียนทักษะของการลืมอดีต  แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ. 

*อมหุ้นต่อไป ถือเป็นกำไรชีวิต

*หุ้นใหญ่เล่นแล้วติดดอย หุ้นน้อยๆเล่นแล้วติดใจ

*ซื้อถัวคือชีวิต ซื้อแล้วติดคือกำลังใจ

*ขาดทุนศรีทนได้ แต่ถ้ากำไรศรีไปนานแล้ว 555

*หุ้นพื้นฐานมั่นศึกษา ถึงเวลาเคาะไออีซี 555

*หุ้นเคาะต้องรอไล่ใกล้ลิ่ง แต่หุ้นนิ่งมีไว้นั่งดู

*หุ้นดีมีไว้คอย แต่หุ้นน่าสอยมีไว้ลุย

*อัพยาเสียชีวิต อัพหุ้นผิดชีวิตจะหาไม่

*ว้าขายหมูทุกที รู้งี้ถือยาวดีกว่า

*โธ่ขาดทุนอีกแล้วหรือนี่ รู้งี้ขายไปซะดีกว่า

*นึกแล้วว่าต้องวิ่ง รู้งี้ซิ่งสักสองร้อย

*หุ้นพื้นฐานต้องดูพีอี แต่หุ้นเจ๊ศรีดูดีไม่มีม้วย

ข้อดีข้อเสีย "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" ดาบสองคม "กลยุทธ์โกยกำไร"

การลงทุนผ่านระบบ "Program Trading" หรือ "Robot Trading" ซึ่งเป็นชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์สำหรับการซื้อขายอัตโนมัติ ตามระดับราคาและเงื่อนไขที่กำหนดนั้น กำลังจะกลายเป็นกระแสการลงทุนรูปแบบใหม่ที่ขยายวงเข้าหา "นักลงทุนรายย่อย" กระเป๋าหนักมากขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม "นักลงทุนสถาบัน" เท่านั้น
เพราะรูปแบบการลงทุนดังกล่าว เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ดีทุกภาวะตลาด โดยขณะนี้มีโบรกเกอร์หลายรายที่กำลังเตรียมที่จะนำมาให้บริการ โดย "ภาววิทย์ กลิ่นประทุม" ที่ปรึกษาการลงทุนนักลงทุนรายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ผู้ให้บริการซื้อขายแบบ "Robot Trading" แก่นักลงทุนรายย่อยเจ้าเดียวของประเทศเวลานี้ ระบุว่า สาเหตุที่นักลงทุนรายย่อยสนใจใช้ระบบดังกล่าวมากขึ้น เป็นเพราะต้องการบริหารเงินลงทุนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมากนั้น ทำให้พอร์ตโดยรวมใหญ่ขึ้น จนต้องการรูปแบบการบริหารเงินที่ดีขึ้น 


การที่นักลงทุนไว้วางใจให้ "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" แทนนั้น เป็นเพราะความโดดเด่นในด้าน "ความคงที่ของการตัดสินใจ" ซึ่งจะไม่อ่อนไหวตามอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงปัจจัยแวดล้อมที่กดดันในขณะนั้น โดยนักลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ทั้งฝั่ง "ขาย" เช่น ขายเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงสุด และทิ้งหุ้นทันทีเมื่อราคาปรับตัวลดลงตามนโยบายที่กำหนดในโปรแกรม รวมถึงฝั่ง "ซื้อ" ก็สามารถใช้กลยุทธ์เลือกลงทุนได้ในหุ้นที่ต้องการ หากราคาลงมาถึงเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในโปรแกรม ซึ่งถือเป็นวินัยการลงทุนที่ทำได้ยากหากเป็นการซื้อขายโดยใช้ "คน" เป็นผู้ตัดสินใจ 

"นักลงทุนส่วนใหญ่จะอ่อนไหวกับการเทรด มักกอดหุ้นที่ขาดทุนโดยหวังว่าจะขึ้นในอนาคต และพอได้กำไรก็รีบขายไม่เก็บไว้ ซึ่งจะต่างกับหุ่นยนต์ที่ไร้อารมณ์ และซื้อขายตามโปรแกรมที่กำหนด 

อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกหุ่นยนต์อาจจะสร้างผลตอบแทนไม่โดดเด่นนักเพราะกำลังสร้างฐาน แต่เมื่อผ่านไปพักหนึ่งผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งตามสถิติที่เราทำมา พบว่าสามารถชนะดัชนีตลาดหุ้นได้ ส่วนจะชนะเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกโปรแกรมของนักลงทุนด้วยว่าจะ Aggressive หรือ Conservative จะเลือกหุ้นใหญ่หรือเล็กอย่างไร" ภาววิทย์กล่าวและว่าปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยที่จะใช้ "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" ของ บล.บัวหลวง ต้องใช้เงินลงทุนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยขณะนี้มีลูกค้าที่ใช้งานรวมเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งยังเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของวอลุ่มซื้อขายทั้งหมด แต่คาดว่าในปี 2557 มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปถึง 5% ได้ หากนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงการซื้อขายมากขึ้น 

และเพื่อเป็นการตรวจสอบกระแสการลงทุนนี้ให้แน่ใจว่ากำลังจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ได้รับความนิยม "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สอบถามไปยังโบรกเกอร์ต่าง ๆ ซึ่งพบว่าหลายบริษัทเริ่มมีการศึกษาและเตรียมความพร้อม เพื่อจะนำ "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" มาให้บริการนักลงทุนรายย่อยและสถาบันไทยแล้ว อาทิ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เป็นต้น รวมถึง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการ "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" ให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยได้ในไตรมาส 3 นี้ เพื่อรองรับลูกค้าที่มีวอลุ่มเทรด 100 ล้านบาทขึ้นไป 

อย่างไรก็ตาม แม้ "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" จะมีผลดีในแง่การสร้างกำไรที่ไม่มีอารมณ์มาเจือปนให้ผิดพลาด แต่ในอีกมุมหนึ่ง "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" ก็เคยสร้างความหายนะให้กับตลาดหุ้นอเมริกามาแล้ว ซึ่งเป็นวันแห่งความทรงจำของตลาดหุ้นทั่วโลก ที่รู้จักกันดีในชื่อ "Black Monday" 

ในปี 1987 เป็นผลจากการที่ "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" ถล่มขายหุ้นออกจากตลาด เนื่องจากไม่ได้คำนวณแรงเทขายที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้นักลงทุน และกองทุนต่าง ๆ ต้องแห่ทิ้งหุ้นตามกันไป กดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลึกถึง 22.6% และใช้เวลาถึง 14 เดือนกว่าตลาดจะฟื้นตัว 

หลังจากนั้น "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" ก็เขย่าตลาด Wall Street อีกครั้งในปี 2010 ด้วยสาเหตุเดิม คือ แรงเทขายของ "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" กดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงถึง 1,000 จุด แต่ในรอบนี้มีผลต่อหุ้นเพียง 10 นาทีเท่านั้น 

ไม่เพียงเท่านี้ การใช้หุ่นยนต์เทรดหุ้นยังมีข้อน่ากังวลในเรื่องความปลอดภัยของนโยบายการลงทุนด้วย ซึ่งในกรณีที่มีผู้ล่วงรู้ถึงรูปแบบ ช่วงราคาการซื้อและขายของโปรแกรม ก็อาจซื้อหรือขายเพื่อดักทาง จนจะสร้างความเสียหายแก่นักลงทุนที่ใช้ระบบดังกล่าวได้ ดังนั้นการใช้หุ่นยนต์เทรดก็ต้องมีความมั่นใจสูตรคำนวณว่ามีประสิทธิภาพ และต้องสอดรับกับระบบการทำงานที่มีเสถียรภาพด้วย 

ขณะที่ ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาและทดลองโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ โดยในช่วงแรกจะเปิดให้บริการกับลูกค้าสถาบันต่างประเทศก่อน ตามทิศทางแนวโน้มในต่างประเทศที่เริ่มใช้งานมากขึ้น แต่ยังไม่ได้กำนหนดกรอบเวลาไว้แน่นอน เนื่องจากต้องมีการหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อน เพราะยังมีความกังวลว่าโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติอาจจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างหนักจากการตั้งโปรแกรมเทรด โดยต้องดูว่าจะหาแนวทางป้องกันปัญหานี้อย่างไร 

ในประเด็นดังกล่าว "ธวัชชัย พิทยโสภณ" ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยืนยันว่า กฎเกณฑ์กำกับดูแลในปัจจุบัน ได้ครอบคลุมถึงผู้กระทำผิดในหลายส่วนแล้ว แม้จะเป็นการซื้อขายผ่านหุ่นยนต์ แต่หากพบว่ามีข้อมูลรั่วไหล และพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดพลาดของ "ระบบงานที่ไม่รัดกุม" บล. กรรมการ หรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ก็อาจจะต้องรับโทษทางอาญาด้วยการเปรียบเทียบปรับ 

แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ไม่ชอบของบุคคล ก็จะเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องกล่าวโทษต่อความผิดนั้นต่อไป 

"ก.ล.ต.มีกฎเกณฑ์กำกับดูแลแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าจะรองรับการซื้อขายผ่านระบบหุ่นยนต์เทรดหุ้นได้ ขณะเดียวกันเราก็พยายามจะปรับปรุงเกณฑ์กำกับดูแลให้สอดคล้องกับการซื้อขายให้มากขึ้น เพื่อขยายลงลึกไปสู่บุคลากรอื่น ๆ ที่อาจล่วงรู้ข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนด้วย" 

ในอนาคต "หุ่นยนต์เทรดหุ้น" ต้องเข้ามามีบทบาทต่อตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักลงทุน ก็ควรรู้ให้เท่าทันการลงทุนที่เป็น "ดาบสองคม" ซึ่งอาจช่วยสร้างกำไร และเป็นตัวทำลายตลาดไปพร้อม ๆ กันก็เป็นได้ 

Credit : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

บทความที่ได้รับความนิยม