แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวทางเล่นหุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวทางเล่นหุ่น แสดงบทความทั้งหมด

เล่นหุ้นให้ได้เงินวันละ 1,000 บาท ทำได้จริงหรือ

เล่นหุ้นให้ได้เงินวันละ 1,000 บาท ทำได้จริงหรือ ?


คนเล่นหุ้นเป็นไม่ใช่คนที่กดโทรศัพท์ทำการซื้อขายเป็นเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่เข้าใจความหมายของค่าดัชนี ตัวเลขชี้วัด รวมถึงติดตามข่าวสารรอบด้านทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าใจระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เป็นอย่างดี เพราะการเข้าใจข้อบ่งชี้ที่อาจส่งผลต่อตลาด รวมถึงหุ้นตัวที่อยู่ใน “Focus” นั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเล่นหุ้นให้ได้กำไรนั่นเอง
การเล่นหุ้นให้ได้เงินวันละ 1,000 บาทนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่การจะขายหุ้นให้ได้กำไรทุกวันอาจเป็นเรื่องยากและไม่มีความจำเป็น แต่ถ้าหากบอกว่าเล่นหุ้นเดือน ๆ หนึ่งให้ได้กำไรเฉลี่ยวันละพันบาท อาจจะง่ายและ Practical กว่า ซึ่งการเล่นให้ได้เงินแบบนี้ถือเป็นเดย์เทรดที่มีความเสี่ยงเสมอ แต่ผลตอบแทนมักคุ้มค่า เข้าตำราเสี่ยงมากได้มาก แต่ถ้าผิดพลาด ชักช้า ตัดสินใจไม่เด็ดขาด นอกจากจะสูญเสียโอกาสในการทำกำไรแล้ว ยังมีสิทธิ์ขาดทุนแบบไม่ตั้งตัว

คนเล่นหุ้นเป็นมักไม่เกิดปัญหาติดดอย คนเล่นเป็นมักตัดสินใจ cut loss แล้วเอาทุนมาหมุนสร้างกำไรใหม่ ไม่มัวมาหมกหมุ้นดราม่าเฝ้าทะนุถนอมเช้าเย็นรอดูเมื่อไหร่มันจะขึ้นมาจะได้ปล่อย แต่นักลงทุนที่ทำอย่างนี้ได้ส่วนใหญ่มักเป็นนักเล่นหุ้นที่มีประสบการณ์ จึงมีความมั่นใจและความกล้าที่จะ cut loss เพราะเขารู้ว่าเขาจะเอาเงินก้อนนี้ไปทำทุนอย่างอื่นอีก

แต่ว่าหุ้นในกระดานมีอยู่หลายร้อยตัว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนจะขึ้น ตัวไหนจะลง เพราะความที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีมาก จึงได้มีการแบ่งประเภทธุรกิจเป็นหมวด ๆ เช่น หมวดปิโตรเลียม หมวดการเงินการธนาคาร เป็นต้น เพื่อดูภาพรวมในแง่ของอุตสาหกรรม เพื่อที่จะได้ศึกษาย่อยเป็นรายบริษัทอีกต่อหนึ่ง การเล่นสั้นแบบเดย์เทรดคือการซื้อขายวันต่อวัน ทำให้รอบในการทำกำไรมีมาก การที่จะรู้ว่าหุ้นตัวไหนกำลังขึ้น และขึ้นไปถึงเท่าไหร่ แล้วถ้าลงจะลงถึงเท่าไหร่ ไม่มีใครตอบได้
บางคนนั่งเฝ้าดู Volume ซื้อขาย สังเกตแนวโน้มแล้วค่อยตั้งซื้อตั้งขาย ซึ่งก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่ง่ายที่สุด และสามารถทำได้โดยไม่ต้องศึกษาลักษณะหุ้นหรือบริษัทนั้น ๆ เท่าใดนัก ข้อเสียคือเวลาได้อาจได้น้อยหรือไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากไม่เข้าใจปัจจัยพื้นฐานหุ้นตัวนั้น แค่วิเคราะห์แนวโน้มแล้วก็เล่นเลย ที่สำคัญเป็นการเล่นที่เสี่ยง เพราะแมลงเม่าหลายคนก็เล่นแบบนี้เอง ข้อได้เปรียบของผู้เล่นประสบการณ์คือเข้าเร็วแล้วออกได้ และการเล่นแบบนี้มีความจำเป็นที่จะต้องจ้องกระดานหุ้นแบบกินนอนกับตารางหุ้น เปิดค้างไว้ 3-4 หน้าจอตลอดเวลา มนุษย์เงินเดือนแมลงเม่าน้อยเสียเปรียบเพราะเปิดซื้อขายทิ้งไว้ ไม่มีเวลาตามความเคลื่อนไหว จึงมักออกไม่ทันและติดดอยในที่สุด

การเป็นนักลงทุน VI จึงอาจเป็นคำตอบของคนที่ไม่ชอบความหวือหวา เพราะเป็นการลงทุนในระยะยาว เป็นการลงทุนที่มองข้ามเรื่องการปันผลและแคปปิตอลเกน การลงทุนแบบ VI คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงที่แท้จริง เพราะการลงทุน VI คือการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน เริ่มต้นด้วยการศึกษาหุ้นจากบริษัทที่น่าสนใจ ทั้งนี้บริษัทนั้น ๆ ต้องมีความมั่นคงและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาแล้วพอสมควร ศึกษางบการเงินบริษัทนั้น ๆ ย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญภายในบริษัทนั้น ๆ เช่น
การควบรวมบริษัท เปลี่ยน CEO เข้าซื้อลงทุนในกิจการข้ามชาตือื่น ๆ หรือลงทุนขยายกำลังการผลิต หรือการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ดังนั้นถ้าสนใจหุ้นบริษัทไหนก็ให้ติดตาม Newsletter ของบริษัทนั้น หุ้นกลุ่ม VI จึงมักมีราคาค่อนข้างสูงหลักร้อยบาท อาจถึง 3-400 บาท ทำให้ Volume ในการซื้อมักไม่ได้มาจากรายย่อยเล็ก ๆ เช่น ถ้าต้องการจะซื้อหุ้น SCN สัก 100 หุ้นก็ต้องใช้เงินสามหมื่นเกือบสี่หมื่นบาทเลยทีเดียว

การลงทุนแบบ VI จึงควรมีเงินก้อนสักหน่อยเพื่อลงทุนในหุ้นนั้น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็น VI แล้วจะปล่อยทิ้งไม่ติดตามข่าวสาร การเป็นนักลงทุนอย่างไรเสียก็ต้องติดตาม เพราะในภาวะที่ตลาดผันผวนหากเราไม่ติดตาม เราก็อาจเสียโอกาสในการทำกำไรได้ เช่น ในภาวะปกติหุ้นน้ำมัน AAA มีราคา 250 บาท เราถือหุ้นตัวนี้อยู่ 10,000 หุ้น แต่ช่วงที่ผ่านมา อิหร่านถูกกดดันเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ จนต้องยอมลดกำลังการผลิตน้ำมัน และยอมให้ยูเอ็นเข้าตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์ หากตอนกลางคืนเราติดตามข่าว เราก็ตั้งขายหุ้นของเราทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้
เพราะเรารู้แน่ว่าหุ้นกลุ่มน้ำมันจะต้องขึ้นทั้งกลุ่ม การตั้งขายก่อนเนิ่น ๆ จะได้เปรียบกว่าตั้งขายก่อนตลอดเปิด เพราะเราจะอยู่คิวแรก ๆ ในการขาย เมื่อตลาดเปิดเราต้องเกาะติดเพื่อดูว่าหุ้นไปถึงราคาที่ตั้งขายหรือไม่ แนวโน้มเป็นอย่างไร หากพุ่งแรงมาก เราอาจยกเลิกการขายก่อน แล้วตั้งขายในราคาที่สูงขึ้นไปอีก เป็นต้น
เมื่อขายได้แล้ว โดยธรรมชาติกระแสบูมข่าวจะทำให้หุ้นพุ่งหวือหวาอยู่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น และหุ้นที่มีการสวิงวันนี้ขึ้น วันต่อมาลง วันต่อมาอีกก็จะขึ้นเป็นกระดานหกโดยธรรมชาติ เราอาจหาจังหวะเข้าช้อนซื้อ และถึงแม้ว่าหุ้นตัวนั้นจะยังลงอีกก็ไม่ต้องกังวล อย่าลืมว่าหุ้นพื้นฐานดี ศึกษามาเป็นอย่างดี บริษัทไม่ล้มง่าย ๆ เมื่อราคาลงอีก หากเรามีเงินทุนอยู่ในมือ เราก็ซื้อถัวเข้าไปอีก ทำให้เราได้ของถูก พร้อมกำไรอยู่แล้วในกระเป๋าอีกก้อน นั่นก็เพราะการติดตามข่าวสารนี่เอง

แต่นักลงทุน VI หลายคนไม่มีเวลาเกาะติด หลายคนเลือกลงทุนแบบออม ในภาวะตลาดปกตินั้น นักลงทุนประเภทนี้ควรแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งทุก ๆ เดือนเข้าซื้อหุ้น VI เก็บไว้ เป็นการเก็บเล็กผสมน้อย พนักงานเงินเดือนระดับกลาง ๆ หากมี Flow เหลือสักประมาณเดือนละหมื่น ก็ซื้อเก็บเดือนละหมื่นบาท ถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในระดับหนึ่ง ไม่ต้องปวดหัวกังวลเฝ้าพอร์ต เอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นไป ส่วนตรงหุ้น VI ก็ให้เงินทำงานของมันเอง

ที่มา http://money.sanook.com

วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย

วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย


 เล่นหุ้นเริ่มต้นอย่างไร ใครกำลังเป็นมือใหม่หัดเล่นหุ้น ก่อนลงสนามจริงต้องศึกษาข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนเลย

          หลายคนมีความคิดอยากเล่นหุ้น แต่ในใจยังกล้า ๆ กลัว ๆ และไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ต้องเปิดบัญชีอย่างไร ใช้เงินแค่ไหน แล้วซื้อขายอย่างไรล่ะ ถ้ากำลังมึน ๆ กับเรื่องหุ้นอยู่ล่ะก็ ขอให้ตามกระปุกดอทคอมมาเลย เพราะเราได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานสำหรับมือใหม่ที่อยากเล่นหุ้นด้วยตัวเองมาบอกให้รู้แล้วล่ะ

รู้จักสักนิด หุ้น คืออะไร 


          หุ้น (Stock) ก็คือตราสารทุนที่บริษัทนั้นออกและเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมทุนนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกิจการของบริษัทนั้น ทั้งนี้ เมื่อเราลงทุนไปในหุ้นของบริษัทใด เราจะมีฐานะเป็น "เจ้าของกิจการ" ของบริษัทนั้น ถ้าบริษัทดำเนินไปได้ดี เราก็จะได้กำไร แต่ถ้าบริษัทมีปัญหา เราก็ประสบปัญหาขาดทุนได้ นี่ก็คือความเสี่ยงที่ได้จากการลงทุนในหุ้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ แต่ก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงเช่นกัน


  วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง  มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย

ทำความเข้าใจกับขั้นตอนการเล่นหุ้น

          ไม่ว่าคุณอยากจะเล่นหุ้นเพื่อเก็งกำไร หรือลงทุนในหุ้นระยะยาว ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นก็ต้องเริ่มจากขั้นตอนต่อไปนี้

1. เปิดบัญชีหุ้น


          การจะเล่นหุ้นได้ ขั้นแรกต้องเปิดบัญชีหุ้นเสียก่อน โดยยื่นเอกสารสมัครได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ หรือที่นักลงทุนเรียกว่า "โบรกเกอร์" (Broker) ซึ่งมีอยู่หลายบริษัทให้เลือก (ตรวจสอบบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมดได้ที่นี่)

          แต่ถ้าใครมีบัญชีเงินเดือนอยู่ธนาคารไหน สามารถเข้าไปสมัครที่ธนาคารสาขาต่าง ๆ ได้เลย แล้วธนาคารจะส่งเรื่องต่อไปยังบริษัทหลักทรัพย์ของตนเองอีกที เช่น บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ของธนาคารกรุงเทพ, บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ของธนาคารกรุงศรีฯ

          นอกจากนี้ บางธนาคารยังสามารถสมัครทางออนไลน์ได้เลย เช่น บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของธนาคารกสิกรไทย ฯลฯ ที่แค่กรอกข้อมูลและส่งเอกสารผ่านทางออนไลน์ก็สามารถเปิดบัญชีได้ โดยไม่ต้องไปสมัครถึงธนาคาร หรือของบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด ก็สามารถเปิดบัญชีผ่านทางเว็บไซต์ได้เลยโดยไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ

สำหรับเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการสมัคร ทั่ว ๆ ไปก็คือ

          - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

          - สำเนาทะเบียนบ้าน

          - สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีผ่านธนาคาร หรือสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ย้อนหลัง 6 เดือน

          - ค่าอากรแสตมป์ 30 บาท

          อย่างไรก็ตาม ควรติดต่อสอบถามจากบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณจะสมัครอีกครั้ง เพราะแต่ละแห่งเรียกขอเอกสารไม่เหมือนกัน และที่ต้องรู้อีกข้อก็คือ ผู้ที่จะเปิดบัญชีหุ้นได้ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น ถ้าอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองก่อน

         
 สำหรับการเลือกโบรกเกอร์นั้น บางบริษัทอาจคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการเทรดแต่ละครั้ง หรือบางแห่งอาจมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เรามากกว่า ดังนั้นต้องลองศึกษาให้ดีก่อนเปิดบัญชี
2. เลือกให้ดีจะเปิดบัญชีแบบไหน

          ในการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นนั้น เราต้องเลือกด้วยว่าจะเปิดบัญชีแบบบัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีเงินฝาก (Cash Balance) หรือบัญชีเงินกู้ยืม (Credit Balance Account) ซึ่งแต่ละบัญชีแตกต่างกันตามนี้

  วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง  มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย
 วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง  มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย
 วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง  มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย

          จากข้อมูลข้างต้น มือใหม่ควรเปิดบัญชีแบบ บัญชีเงินฝาก (Cash Balance) มากที่สุด เพราะเราจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีก่อน จึงจะซื้อหุ้นได้ในวงเงินที่เรากำหนดไว้เอง วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ซื้อหุ้นเกินวงเงินของตัวเอง ส่วนบัญชีเงินกู้ยืม (Credit Balance Account) นั้นไม่แนะนำ เพราะมือใหม่ยังขาดความรู้และประสบการณ์ในตลาดหุ้น เสี่ยงต่อการเป็นหนี้สูงมาก

3. ศึกษาโปรแกรม Streaming Pro สำหรับเล่นหุ้น


          เมื่อได้รับอนุมัติเปิดบัญชีแล้ว เราจะได้เลขที่บัญชี และรหัสผ่านเพื่อล็อกอินเข้าไปในหน้าเว็บของโบรกเกอร์ เมื่อเข้าไปแล้วเราจะรู้จักกับโปรแกรมที่ชื่อว่า Streaming Pro ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้เราใช้ส่งคำสั่งซื้อขายเรียลไทม์ สามารถใช้เองได้ไม่ยากเลย โดยใช้ได้ทั้งทาง PC หรือโหลดแอปพลิเคชันลงในสมาร์ทโฟน (ศึกษาวิธีการใช้ได้ที่ settrade.com)
เล่นหุ้น
ภาพจาก settrade.com

4. ทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญในโปรแกรม Streaming Pro
          ในโปรแกรมจะมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่หลายตัว แต่ศัพท์สำคัญที่เราจำเป็นต้องรู้ เพื่อใช้ในการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นก็คือ

          - Market จะเป็นส่วนแสดงข้อมูลภาพรวมของตลาดแบบเรียลไทม์

          - Portfolio ส่วนแสดงพอร์ตการลงทุนของเรา ว่าได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร

          - Account No. คือ หมายเลขบัญชีของเรา

          - Credit Line คือ วงเงินอนุมัติจากทางบริษัท เราจะสามารถซื้อหุ้นได้ไม่เกินมูลค่า Credit ที่ปรากฏ

          - Line Available คือ อำนาจซื้อที่แท้จริง ณ ขณะนั้น ๆ หมายถึงเราสามารถซื้อหุ้นได้เพิ่มเติมอีกไม่เกินมูลค่า Line ที่ปรากฏ เช่น หากโอนเงินเข้าบัญชี 10,000 บาท มูลค่า Line ตั้งต้นจะเท่ากับ 10,000 บาท เมื่อเราสั่งซื้อหุ้นไป 3,000 บาท มูลค่า Line จะถูกหักออก 3,000 บาท เท่ากับเรามีอำนาจซื้อเพิ่มเติมได้อีกไม่เกิน 7,000 บาท

          - Cash  คือ มูลค่าเงินสดที่อยู่ในบัญชีของเรา ณ ขณะนั้น ซึ่งมูลค่านี้จะไม่อัพเดทแบบเรียลไทม์ เพราะกระบวนการชำระราคาในการซื้อขายหุ้นจะใช้เวลา 3 วันหลังการซื้อขาย (T+3) ดังนั้น หากซื้อหุ้นวันนี้ 20,000 บาท มูลค่า Cash จะยังไม่ปรับลดลงทันที แต่จะลดลงในวันที่ 3 หลังวันทำการ (T+3)

          ทั้งนี้ หากต้องการถอนเงินจากบัญชีหุ้น โดยโอนกลับเข้าบัญชีเงินเดือน ต้องรอให้ช่อง Cash อัพเดทเท่ากับ Line Available เสียก่อน จึงจะทำการถอนตามจำนวนที่ขายหุ้นออกไปได้ และเพื่อความสะดวกในช่วงเริ่มต้น แนะนำให้ใช้ บลจ.ธนาคารเดียวกับบัญชีเงินเดือนของคุณ จะสามารถระบุให้โอนเข้าบัญชีออนไลน์ได้ทันที

          - T+3 คือ วันทำการที่ 3 นับจากวันซื้อขายหลักทรัพย์ โดยไม่นับรวมวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดของสถาบันการเงินตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น หากซื้อหุ้นวันศุกร์ ให้นับไปอีก 3 วันทำการ เงินจะตัดจากบัญชีในวันพุธ เช่นเดียวกับการขายหุ้น เงินจะเข้าบัญชีในอีก 3 วันทำการเช่นกัน

          ทั้งนี้ หากเป็น T+1, T+2 หรือตัวเลขอื่น ๆ ที่มักใช้ในการซื้อขายกองทุน ตัวเลขด้านหลังก็คือกี่วันทำการนั้น ๆ เหมือนกับ T+3

          - Volume คือ ปริมาณของหุ้นที่ซื้อขาย หรืออธิบายง่าย ๆ ก็คือ จำนวนหุ้นที่ซื้อขายกันในวันนั้น

          - Value คือ มูลค่าการซื้อขายของหุ้น หรือ ในวันนั้นมีการซื้อขายเป็นเงินเท่าไร

          - Buy คือ ต้องการซื้อหุ้นเข้า Port ของเรา

          - Sell คือ ต้องการขายหุ้นของเราออกไป

          - Opened หรือ Queuing (SX) คือ คำสั่งซื้อขายที่รอการจับคู่ หรือมีการจับคู่ได้บางส่วนแต่ยังจับคู่ได้ไม่หมด

          - Matched คือ คำสั่งซื้อขายได้รับการจับคู่แล้ว

          - Approved คือ คำสั่งซื้อขายที่ไม่อนุมัติ อาจเกิดจากจำนวนเงินไม่เพียงพอในการซื้อขาย

          - Bid คือ ราคาเสนอซื้อเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น

          - Offer คือ ราคาเสนอขายเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น


เพื่อให้เข้าใจคำว่า Bid และ Offer ลองมาดูตัวอย่างกัน

 วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง  มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย


หุ้น KTB (ธนาคารกรุงไทย)

          Bid คือราคาที่เสนอซื้อเข้ามาสูงสุด ณ ขณะนั้น โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 22.00 บาท มีคนรอซื้อราคา อยู่จำนวน 2,236,700 หุ้น (ตรงช่อง Volume) ส่วนคนที่รอซื้อราคา 21.90 บาท มีอยู่ 5,207,900 หุ้น

          หากเราต้องการซื้อหุ้น KTB ที่ราคา 22.00 บาท เมื่อเราเคาะราคาไป เราจะยังไม่ได้หุ้นในทันที เราต้องรอให้คนที่เสนอซื้อ 2,236,700 หุ้นก่อนหน้าเรา ซื้อได้หมดก่อน จึงจะถึงคิวของเรา

          * ข้อสังเกต เมื่อส่งคำสั่งซื้อ จะมีคำว่า Queuing ในขั้นตอนนี้หากส่งคำสั่งผิด สามารถ Can cell ได้ แต่หากมีคำว่า Match แล้วแสดงว่าคุณได้หุ้นตัวนั้นเรียบร้อยแล้ว ยกเลิกไม่ได้

          ส่วน Offer ราคาเสนอขายที่สูงสุด ณ ขณะนั้น อยู่ที่ 22.10 บาท มีคนรอขายจำนวน 8,532,700 หุ้น ส่วนราคา 22.20 บาท จำนวน 9,395,000 หุ้น ไล่เรียงกันไป

          ทั้งนี้ หากเราไม่อยากรอคิวซื้อที่ราคา 22.00 บาท เราอาจจะเสนอซื้อที่ราคา 22.10 บาท ซึ่งจะทำให้เราได้หุ้นทันที เพราะมีคนเสนอขายเราที่ราคา 22.10 บาทอยู่แล้ว จำนวน 8,532,700 หุ้น

สำหรับตัวหนังสือที่เป็นสีต่าง ๆ นั้นคือ


          - สีเขียว แสดงว่าราคานั้นสูงกว่าราคาหุ้นที่ปิดตลาดเมื่อวาน

          - สีแดง แสดงว่าราคานั้นต่ำกว่าราคาหุ้นที่ปิดตลาดเมื่อวาน  

          - สีเหลือง แสดงว่าราคานั้นเท่ากับราคาหุ้นที่ปิดตลาดเมื่อวาน

          ในที่นี้ หุ้น KTB ณ ขณะนี้ราคา 22.00 บาท บวกเพิ่มจากราคาปิดเมื่อวาน 0.20 บาท แสดงว่าเมื่อวานราคาปิดอยู่ที่ 21.80 บาท Volume คือ ปริมาณการซื้อขายในขณะนี้ อยู่ที่ 50,353,400 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า (Value) 1,109,668 ล้านบาท

 วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง  มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย


5. โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อเตรียมซื้อหุ้น

          สำหรับมือใหม่ อาจทดลองเล่นหุ้นด้วยเงินจำนวนไม่มากก่อน ซึ่งขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท ก็สามารถเล่นหุ้นได้ (โปรดตรวจสอบกับแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณสมัครก่อนอีกครั้ง ซึ่งเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า "โบรกเกอร์")

จากนั้นทำตามขั้นตอนนี้

           5.1 โอนเงินเข้าบัญชีโบรกเกอร์ (ตรวจสอบเลขที่บัญชีได้จากโบรกเกอร์ที่สมัครไว้)

           5.2 เมื่อโอนเงินแล้วจะต้องแจ้งวันเวลาที่โอนเงิน จำนวนเงินที่โอนกับโบรกเกอร์ โดยสามารถโทรศัพท์แจ้งกับเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์) ของโบรกเกอร์นั้น หรือแจ้งทางระบบอินเทอร์เน็ตก็ได้ (ขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละโบรกเกอร์เอง)

           5.3 ตรวจสอบยอดเงินในโปรแกรม Streaming Pro ว่ายอดเงินตรงกับที่เราโอนเข้าไปหรือไม่

เล่นหุ้น
6. ทดลองซื้อขายหุ้น

          ถ้าเราคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว อยากลองเสี่ยงดู ก็เริ่มซื้อขายหุ้นได้เลย โดยอาจเลือกซื้อขายหุ้นในราคาต่ำ ๆ เช่น 1-5 บาท และปริมาณน้อย ๆ ก่อน โดยขั้นต่ำของการซื้อหุ้นแต่ละครั้งคือ 100 หุ้น เพื่อทดลองลงทุนดู แต่ถ้าใครยังกลัว ๆ ไม่กล้าเสี่ยง ก็ควรศึกษาปัจจัยต่าง ๆ หาความรู้ก่อนลงทุนจริง

          อย่างไรก็ตาม หากใครยังจับจังหวะการซื้อ-ขายไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าควรซื้อช่วงไหนดี ก็สามารถใช้วิธีการซื้อเฉลี่ยแบบ DCA (dollar-cost averaging) คือการถัวเฉลี่ยต้นทุน โดยสามารถตั้งคำสั่งซื้อแบบรายเดือนหรือรายสัปดาห์ก็ได้ในโปรแกรม Streaming Pro แล้วระบบจะช่วยซื้อหุ้นให้เราอัตโนมัติตามระยะเวลาที่เราต้องการ

          ข้อดีของการ DCA จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ เพราะไม่ต้องคำนึงถึงภาวะตลาดและจังหวะในการเข้าซื้อ แนวคิดนี้จะทำให้เราซื้อหุ้นได้จำนวนมากขึ้นเมื่อราคาลดลง และซื้อหุ้นได้จำนวนน้อยลงเมื่อราคาสูงขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของพอร์ตลดลง

          และนี่ก็คือภาพรวมของการเล่นหุ้น ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นต่อไปก็ถึงเวลาเติมความรู้ให้ตัวเองมากขึ้น ติดตามข่าวสารทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่อาจมากระทบต่อตลาดหุ้นในบ้านเราได้ นอกจากนี้ มือใหม่ก็ควรลองฟังข้อมูลการวิเคราะห์ของสถาบันต่าง ๆ หรือคลิปวิธีเล่นหุ้นเบื้องต้น เพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจซื้อขายทุกครั้ง 

ที่มา https://money.kapook.com

บทความที่ได้รับความนิยม