เทคนิคการปั่นหุ้นเบื้องต้น และการเอาตัวรอด

ในตลาดหุ้นจะมีเจ้ามืออยู่สองท่าน คือเจ้ามือตัวจริงคือผลประกอบการ และเจ้ามือแดกด่วน ที่คอยทำราคา แม้ในระยะสั้นเจ้ามือทั้งสองคนอาจทะเลาะกันบ้างราคาหุ้นอาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการแต่ในระยะยาวแล้วเจ้ามือทั้งสองคนมักจะมาคืนดีกัน โดยชั้นตอนทั่วไปดังนี้
1. หุ้น A จำนวน 40 ล้านหุ้น
2. รายย่อยถือ 40% 16 ล้านหุ้น
3. ราคาตลาด 30 บาทต่อหุ้น
4. มูลค่า 40% ตามข้อสองเท่ากับ 480 ล้านบาท
5. เจ้ามือตัวจริงก็ขยันทำงานบริหารกิจการให้มี EPS เจริญเติบโตไป ส่วนเจ้ามือแดกด่วนก็ทำตัวเป็นไอ้โม่งค่อยๆเก็บหุ้นอย่างใจเย็น  ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน ราคาจะ side way ไม่ไปไหนแต่มี volume ซื้อขายทุกวัน สมมติให้เก็บหุ้นจำนวน 60% ของข้อ 2 เท่ากับ 9.6 ล้านหุ้น ใช้เงินเท่ากับ 288 ล้านบาท

ภาพที่ 1 แสดงเจ้ามือแดกด่วนทำตัวเป็นไอ้โม่งแอบเก็บหุ้นจากรายย่อยอย่างใจเย็น

6.หุ้น 9.6 ล้านหุ้น อยู่ในมือของ A B C D ซึ่งเป็นพวกเดียวกัน
7. สมมติฐานการเล่นหุ้น
    7.1 ถ้าราคาหุ้นวิ่งขึ้นเร็ว 40% ที่เหลือจากข้อ 5 จะขายไม่ทัน และอาจเปลี่ยนใจไม่ขาย
    7.2 การเปลี่ยนใจไม่ขายตาม 7.1 ค่อยขายในราคาที่สูงขึ้น โดยกลุ่ม F ซึ่งเป็นคนนอกจะเข้ามาซื้อ
8. ตารางการซื้อขายหุ้น
    8.1 50% ของข้อ 5. เท่ากับ 4.8 ล้านหุ้นใช้ไล่ราคาหุ้น 

ปริมาณหุ้นที่เคาะซื้อราคาเฉลี่ยมูลค่าส่วนเพิ่มสะสม
4.83516.8-16.8
4.84019.22.419.2
4.84521.62.421.6
4.850242.424
4.85526.42.426.4
4.86028.82.428.8
4.86531.22.431.2
4.87033.62.433.6
4.875362.436
4.88038.42.438.4

   8.2 50% ของข้อ 5 เท่ากับ 4.8 ล้านหุ้น เก็บเอาไว้เฉยๆ
9. จากข้อ 8.1 ใช้เงินสดเท่าไรในการเข้าซื้อหุ้นจนราคาเป็น 80 บาท
10. เงินสด 38.4 ล้านบาทหายไปไหนหรือไม่
11. มูลค่าตลาดของหุ้นตามข้อ 8.1. ที่ 4.8 ล้านหุ้น ราคา 80 บาท เท่ากับ 384 ล้านบาท
12. มูลค่าตลาดของหุ้นตามข้อ 8.2. ที่ 4.8 ล้านหุ้น ราคา 80 บาท เท่ากับ 384 ล้านบาท
13. ปริมาณหุ้นในข้อ 11. และ ข้อ12. เทหายให้กลุ่ม F
14. ขณะที่ F เข้าซื้อที่ราคา 80 บาท พื้นฐานของหุ้น A เปลี่ยนไป โดยมี
   14.1 PE ratio ประมาณ 10-15 เท่า
   14.2 P/BV ประมาณ 4-5 เท่า
15 เกิดเงินงอกจากกิจกรรมในครั้งนี่เท่าไรลองคิดเอา

ภาพที่ 2 แสดง วัฐจักรหุ้นปั่น
ที่มา http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2010/08/I9543104/I9543104.html
เนื่องจากผลประโยชน์มหาศาล ใครๆที่มีเงินก็อยากจับกลุ่มเข้ามาทำราคา ถ้าหุ้นไม่มพื้นฐานรองรับราคาก็จะเหมือนพลุยิ่งชึ้นจากพื้นดินแล้วก็ตกสู่ดินเหมือนเดิมสร้างความเสียหายให้นักลงทุนมากมาย นานๆจะมี เจ้ามือทำราคาโดนกลต กล่าวโทษซักทีเช่น ในปี 2556 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ ฉาย บุนนาค กับพวก รวม 13 ราย ต่อดีเอสไอ ปั่นหุ้น ไมด้า ลิสซิ่ง-แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น เผยพฤติกรรมซื้อขายในกลุ่ม-เคาะราคาให้เข้าใจผิด-พยุงราคา โดยมีเจ้าหน้าที่โบรกเกอร์ 2 ราย สนับสนุนการสร้างราคา
ภาพที่ 3 แสดงการสร้างราคาหุ้น ML และ MAX
ที่มากรุงเทพธุรกิจ http://daily.bangkokbiznews.com/home/20130402

แต่ถ้าหุ้นมีพื้นฐานรองรับ เช่น distar ที่ใครๆก็บอกว่าเป็นหุ้นเน่า แต่รุ่นลูกเข้ามาได้ทำการเปลี่ยนธุรกิจจากผลิตทีวี distar มาขายเครื่องสำอางค์ KAMART และได้กำไรอย่างงดงาม กลายเป็นเป็นหุ้น VI และราคาก็ไม่กลับมาที่เดิม (ถ้ายังขายเครื่องสำอางค์ได้กำไรอยู่นะ)

ภาพที่ 4 แสดงความคิดเห็นของคนในเว็ป pantip สมัยที่ใครๆก็บอกว่าเป็นหุ้นเน่า
ที่มา http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2010/08/I9543104/I9543104.html
สรุปก็คืออยากเอาตัวรอดให้ได้ก็เก็บของพร้อมเจ้ามือในช่วงที่ราคายัง side way เลือกหุ้นที่มีพื้นฐานรองรับ ราคายังมี upside หน่อยเมื่อปัจจัยนั้นเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ราคาเล่นด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ จับต้องไม่ได้ ก็ปลอดภัยขึ้นเยอะครับ เจริญในการลงทุนทุกท่าน

EDWARD THORP โคตรเซียนหุ้นที่นักลงทุนไทยควรรู้จัก

Edward Thorp Pic

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในการลงทุนนั้น สิ่งหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความมุ่งมั่นตั้งใจในการศึกษาหาความรู้ในตลาดของเรา ก็คือเรื่องราวของนักลงทุนที่เก่งกาจจนถือเป็น Idol หรือแรงบันดาลใจในการลงทุนในการลงทุนแต่ละแขนง ในวันนี้ผมจึงอยากที่จะนำเรื่องราวบางส่วนของตำนานแห่งการลงทุนอย่างเป็นระบบที่ยังมีชีวิตอย่าง Edward Thorp ให้พวกเราได้รู้จักกันครับ!

Edward Oakley Thorp ตำนานที่ยังมีชีวิตของนักลงทุนตามระบบ


เนื่องจากอาทิตย์นี้ผมเองไม่มีเวลาในการเขียนบทความมากนัก เพราะต้องเตรียมตัวสำหรับงานสัมมนาประจำปี MangmaoTalk 2015 ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ (ยังไม่เต็มนะครับ แอบเหลืออีกราวๆ 30 ที่นั่งสุดท้าย อิอิ ขอประชาสัมพันธ์หน่อย) ดังนั้นแล้ว ในวันนี้ผมจึงอยากที่จะเขียนบล็อกสั้นๆเกี่ยวกับ Idol ในการลงทุนเชิง Quantitative and Systematic Trading คนหนึ่งของผมสักหน่อย และเขาก็คือ Edward Thorp นั่นเองครับ!
โดยหากจะถามว่าทำไมผมจึงอยากให้นักลงทุนไทยหลายๆคนได้รู้จักกับบุคคลผู้นี้ล่ะก็ ผมก็คงจะต้องบอกว่า Thorp นั้นถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะในสิ่งที่เขาทำเสมอ นอกจากนั้นแล้วเขายังเป็นผู้ที่มี Impact ต่อวงการ Hedge Fund เป็นอย่างมาก ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่เขาได้นำหลักการหาขนาดการลงทุน (Position Sizing) แบบ Kelly Criterion มาประยุกต์ใช้ในแวดวงการลงทุนเป็นคนแรกๆ นอกจากนี้แล้วเขาก็ยังเป็นผู้ที่ก่อตั้งกองทุนแบบ Market Neutral Strategy ที่ชื่อว่า Princeton Newport Partners เป็นกองแรกของโลกในช่วงทศวรรษ 1960 อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และยั่งยืนของเขาก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้พบเห็นกองทุน Hedge Fund ประเภท Statistical Abritrage กันอย่างล้นหลามในเวลานี้นั่นเองครับ (บทสัมภาษณ์ช่วงล่าสุดเท่าที่ได้อ่านมา พบว่าเขากำลังทำกองทุนสไตล์ Systematic Trend Following ซึ่งใช้ข้อมูลทางด้านเทคนิคและพื้นฐานมาประกอบกัน น่าสนใจจริงๆเลย ^o^)

ประวัติโดยย่อและสิ่งต่างๆที่น่าสนใจของ Edward Thorp


Edward Oakley Thorp เกิดในวันที่ 14 สิงหาคม 1932 เขาเป็นทั้งศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์, นักเขียน, นักประดิษฐ์, นักเล่นไพ่ Blackjack และสุดยอดผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ที่ทำการลงทุนอย่างเป็นระบบด้วยหลักสถิติและวิทยาศาสตร์
- Thorp คือผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับการพนันสุดคลาสสิคที่ชื่อว่า Beat The Dealer โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์เข้ามาพิสูจน์ถึงสิ่งต่างๆเกี่ยวกับความน่าจะเป็นที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ดังเป็นพลุแตกและกลายเป็นหนังสือสุดคลาสสิคก็คือ เขาได้เปิดเผยถึงผลการวิจัยจากการจำลองทางคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เกี่ยวกับวิธีการ “นับหน้าไพ่” เพื่อเอาชนะเกม Blackjack จนทำให้บ่อนคาสิโนถึงกับต้องปรับเปลี่ยนกฎในการเล่นใหม่กันเลยทีเดียว (เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เนื่องจากทางบ่อนคาสิโนทั้งหลาย ไม่ต้องการให้เขาเข้าไปเล่นการพนันอีกต่อไปแล้ว)

Beat_the_Dealer_by_Ed_Thorp

ภาพที่ 1 : หนังสือการเล่มเกม Blackjack สุดคลาสสิคที่ชื่อว่า Beat The Dealer ของ Edward Thorp
- Thorp คือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดหรือบิดาแห่งคอมพิวเตอร์แบบสวมใส่ (Wearable Computer) โดยที่เขาได้เริ่มต้นพัฒนาอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กร่วมกับ Claude Shannon ในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อช่วยโกงในการนับจังหวะและพยากรณ์เกม Roulette Wheel ในบ่อนคาสิโน โดยที่มันมีขนาดเล็กมากๆจนสามารถสอดไว้ในถุงเท้าหรือแม้แต่ในซองบุหรี่ได้เลยทีเดียว

thorp_wearable_roulette_computer

ภาพที่ 2 : เครื่องคอมพิวเตอร์สวมใส่ขนาดเล็กเครื่องแรกของโลก ร่วมสร้างโดย Edward Thorp และ Claude Channon เพื่อใช้ในการโกงการเล่มเกม Roulette Wheel
- Thorp เคยได้พบปะและดวลเกม Bridge กับสุดยอดนักลงทุนอย่าง Warren Buffet ก่อนที่เขาจะได้ก่อตั้งกองทุนของเขาในเวลาต่อมา เนื่องจากในขณะนั้น (ปี 1968) Buffet ได้ประกาศปิดกองทุนของเขาเนื่องจากรู้สึกว่าตลาดขณะนั้นร้อนแรงเกินไปจนยากต่อการทำกำไรได้แล้ว นั่นจึงทำให้ทางนักลงทุนรายใหญ่รุ่นแรกๆของบัฟเฟตอย่าง Ralph Waldo Gerard ได้ทำการร้องขอและจัดให้ Buffet ได้พบเจอกับ Thorp เพื่อขอความเห็นกับ Buffet ว่าเขาควรจะลงทุนกับ Thorp ดีหรือไม่

ed-thorp_2622705c

ภาพที่ 3 : Edward Thorp ในบ่อนคาสิโน
- Thorp คือผู้ปฎิวัติวงการเก็งกำไรในตลาดหุ้น โดยหลังจากที่เขาสามารถทำกำไรจากบ่อนคาสิโนได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว ในช่วงปี 1969 เขาก็ได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาสถิติและความน่าจะเป็นมาประยุกต์ใช้ในตลาดหุ้น โดยที่เขาได้ค้นพบวิธีการทำกำไรจากปรากฎการณ์ความไม่สมบูรณ์แบบของราคาหุ้นในรูปแบบหนึ่งจนทำกำไรได้อย่างมหาศาล หลังจากนั้นเขาก็ได้ก่อตั้งบรษัท Convertible Hedge Associates ขึ้นมา (ภายหลังในปี 1974 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Princeton Newport Partners (PNP) ที่นักเก็งกำไรสาย Quant ส่วนใหญ่รู้จักกันดี) โดยที่กองทุนของเขานั้นถือได้ว่าเป็นกองทุนแบบ Market Neutral Strategy ที่ใช้หลัก Statistical Arbitrage และการลงทุนอย่างเป็นระบบแบบ Quantitative and Systematic Trading เป็นกองแรกๆของโลกเลยทีเดียว โดยที่กองทุน PNP ของเขานั้นสามารถที่จะทำกำไรและเอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยผลกำไรทบต้น CAGR ตั้งแต่ปี 1969-1988 ที่ราว 15.1% ต่อปีหลังหักค่าบริหารงานเรียบร้อยแล้ว โดยที่มีความผันผวนของผลตอบแทนอยู่ที่ 4.3% เท่านั้น และไม่มีปีใดเลยที่ขาดทุนตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี (ในช่วงเวลานั้นดัชนี S$P500มี CAGR ที่ราว 10.1% และความผันผวนที่ 17.3%)
Note : Princeton Newport Partners ปิดตัวลงเนื่องจากถูกสงสัยว่าเข้าไปข้องเกี่ยวกับปัญหาคดีของ Michael Milken ราชา Junk Bond แห่งสถาบันการเงิน Drexel Burnham Lambert อย่างไรก็ตามในภายหลัง Thorp ก็ได้พ้นข้อกล่าวหานั้นในที่สุด

pnp-cumulativereturncomparison

ภาพที่ 4 : กราฟแสดงผลตอบแทนของกองทุน Princeton Newport Partners, L.P. ตั้งแต่ช่วงปี 1969-1988 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่เสถียรและสวยงามของเขา

pnp-scheduleofcapital


ภาพที่ 5 : ตารางแสดงผลตอบแทนของกองทุน Princeton Newport Partners, L.P. ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่มีปีใดเลยที่เกิดการขาดทุนขึ้นตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี

ข้อคิดจาก Edward Thorp (To be continue …)


อย่างที่บอกไปแล้วว่าผมเองยังไม่มีเวลามากนัก ดังนั้นแล้วผมจะกลับมาอัพเดทบทความนี้ใหม่อีกครั้งในอาทิตย์นี้ (หรืออาจเป็นอาทิตย์หน้า) โดยผมจะเขียนสิ่งที่น่าสนใจที่ได้จากการอ่าบทสัมภาษณ์ของเขาในวาระต่างๆให้พวกเราได้อ่านกันต่อไปครับ
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมอยากทิ้งท้ายไว้อย่างรวดเร็วก็คือ Edward Thorp คือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่และเป็นบทพิสูจน์ถึงกระบวนการในการลงทุนอย่างเป็นระบบได้เป็นอย่างดี เขาคือผู้ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการใช้ประโยชน์จากหลักการทางสถิติและตัวเลขในการลงทุนได้อย่างน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก ซึ่งผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยเปิดมุมมองและเรื่องราวใหม่ๆให้กับเพื่อนๆหลายคนได้รู้จักกับเขากัน และนี่ก็คือทั้งหมดของบทความนี้ครับ ^^
ปล. ถ้าอยากอ่านต่อ หรือมีข้อมูลอยากแชร์กันก็ Comment ทิ้งกันไว้ได้เลยครับผม
ขอขอบคุณข้อมูลซึ่งหายากมากๆๆๆ จาก edwardothorp.com ครับผม
Link ที่น่าสนใจ
Edward Thorp เคยออกรายการ “To Tell The Truth” : https://www.youtube.com/watch?v=hPIW-OJugG4
บทความ “Bridge with Buffet” โดย Edward Thorp : Click to Download

สาเหตุที่ทำให้คนเล่นหุ้นแบบ TREND FOLLOWING ตายยาก!

จากสภาวะตลาดที่สุดผันผวนในอาทิตย์ที่แล้วราวกับแมทช์ชิงแชมป์ฟุตบอล AFC Susuki Cup 2014 ระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้น ผมคิดว่าในอาทิตย์นี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะพูดถึงและอธิบายให้ทุกคนได้เห็นภาพว่า เหตุใดนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงมักที่จะรอดพ้นจากเงื้อมือมัจจุราจของตลาดหุ้นไปได้กันแทบจะทุกครั้ง โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องคาดการณ์อนาคตของตลาดหุ้นแต่อย่างใดเลย และนี่ก็คือสิ่งที่คุณจะได้อ่านในบทความนี้ครับ
ความลับที่ไม่ลับของกลยุทธ์ TREND FOLLOWING
ด้วยความที่ผมเป็นนักลงทุนสไตล์ Systematic Trend Following มานานพอสมควร หลายต่อหลายครั้งที่ตลาดหุ้นเป็นขาลงหรือลงแรงๆ หรือแม้แต่การประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจต่างๆจะย่ำแย่ลงนั้น  ผมมักที่จะได้รับความห่วงใยจากเพื่อนฝูง, พี่น้อง, พ่อแม่ และพี่ป้าน้าอาว่าให้ระวังตลาดด้วยนะ อย่ามัวแต่เล่นหุ้นโดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆภายนอกอะไรเลย แน่นอนว่าผมย่อมรู้สึกยินดีที่ได้รับความห่วงใยจากทุกคนที่รู้จักเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ผมก็มักจะทนไม่ไหวที่จะต้องตอบกลับไปว่าระบบการลงทุนที่ผมใช้อยู่นั้นสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องไปสนใจปัจจัยอื่นๆนอกเหนือจากราคาหุ้นสักเท่าไหร่นัก ซึ่งผลที่มักเกิดขึ้นก็คือ ด้วยคำพูดปากปล่าวของผมเพียงอย่างเดียวมันทำให้ในหลายๆครั้งไม่มีใครเข้าใจผมสักเท่าไหร่ ดังนั้นวันนี้ผมจึงอยากจะแชร์คำตอบอย่างละเอียดที่ว่าทำไมผมและนักลงทุนตามแนวโน้มอีกหลายๆท่าน จึงน่าจะเป็นนักลงทุนที่ “ตายยาก” และอยู่ในตลาดไปได้นานอีกหลายปีกันครับ
เล่นไปตามแนวโน้มของตลาด
ความลับข้อแรกที่ทำให้โอกาสขาดทุนแบบบักโกรกจนต้องตายจากไปจากตลาดหุ้นของพวกผมนั้นน่าจะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อยก็คือ ผมเล่นหุ้นตามแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นของตลาดครับ
แล้วมันจะช่วยอะไรผมได้อย่างนั้นหรือ?
คำตอบก็เพราะปรากฎการณ์ “แนวโน้มราคา” ของตลาดหรือหุ้นนั้น เป็นปรากฎการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดหุ้น (Market Anomaly) ซึ่งเกิดขึ้นจากพฤติกรรมและ “สันดาน” ที่ยากจะเปลี่ยนแปลงของนักลงทุนในตลาดอย่างเราๆทั้งหลาย ที่มีมาอย่างยาวนานและกว้างขวางในตลาดหุ้นหรือแม้แต่ตลาดสินทรัพย์อื่นๆทั่วโลกนั้่นเอง ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ช่วยให้นักลงทุนและกองทุนชื่อดังหลายๆคนสามารถที่จะทำกำไรเอาชนะตลาดจนร่ำรวยมหาศาลมาได้นักต่อนัก และโดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยนั้น ปรากฎการณ์เหล่านี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่ามันจะจบลงหรือหมดประสิทธิภาพไปอย่างง่ายๆเลย โดยที่คุณจะสังเกตุได้จากกราฟ Rolling CAGR ของระบบ Trend Following รูปแบบหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นผลตอบแทนทบต้นตามช่วงเวลาในการคำนวณย้อนหลังจุดละ 36 เดือนหรือ 3 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันยังคงมีความเสถียรและเอาชนะดัชนี SET Index ได้อยู่ในระยะยาว
แน่นอนครับว่าแม้ในอนาคตจะไม่มีอะไรแน่นอน และปรากฎการณ์เหล่านี้ก็อาจจะลดพลังของมันลงหรือหายไปก็เป็นได้ แต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้นั้นจากงานวิจัยต่างๆหลายๆชิ้น มันก็ยังถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์รูปแบบหนึ่งที่มีความเสถียร (Robust Anomaly) และมีประสิทธิภาพในการทำกำไรชนิดหนึ่งของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้
Cumulative Return Chart
ภาพที่ 1 : ภาพกราฟ Cummulative Return แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนสะสมของระบบ Trend Following ธรรมดาๆรูปแบบหนึ่งซึ่งอาศัยการทำกำไรจากแนวโน้มขนาดใหญ่ในตลาด เปรียบเทียบกับดัชนี SET Index ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์การเล่นหุ้นตามแนวโน้มในระยะยาวได้เป็นอย่างดี โดยที่ภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น จากการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) ด้วยการกำหนดเงื่อนไขอย่างเข้มงวดในระดับหนึ่ง มันได้สร้างการผลกำไรสะสมราว 25.46 เท่าเมื่อเทียบกับดัชนี SET Index ที่ 1.2 เท่า และให้ผลตอบแทนทบต้นหรือ CAGR ที่ราว 40% ต่อปี ในขณะที่ SET Index มี CAGR อยู่ที่ราว 9% เท่านั้น
Mangmao ATH Rolling CAGR
ภาพที่ 2 : ภาพกราฟ Rolling CAGR ของระบบ Trend Following รูปแบบหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงความเสถียรของระบบการลงทุนในลักษณะนี้ โดยที่ค่าที่แสดงให้เห็นนี้เป็นค่า CAGR คำนวณย้อนหลัง 3 ปีในแต่ละจุดของเวลาเปรียบเทียบระหว่างระบบ Trend Following รูปแบบหนึ่งกับดัชนี SET Index ภายในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ ค.ศ. 2005-2014
การตัดขาดทุนและถอยเพื่อรอโอกาส
การตัดขาดทุน (Cut Losses) คือกระบวนการอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มตายยากยิ่งขึ้น สาเหตุก็เพราะว่าพวกมันนั้นทำหน้าที่เสมือนกับ Safe-T-Cut ช่วยตัดโอกาสที่เราจะเจอกับการขาดทุนอย่างหนักจนทำให้พอร์ทโฟลิโอโดยรวมนั้น “ฟกช้ำดำเขียว” จนเน่าเฟะและยากต่อการที่จะสามารถทำกำไรกลับมาเท่าทุนได้ นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่หลายๆคนไม่เคยรู้เลยก็คือ สัญญาณการขายหรือ Exit Signal ที่เกิดขึ้นจากกลยุทธ์แบบ Trend Following นั้น มักที่จะค่อยๆทยอยเกิดขึ้นก่อนที่ตลาดหุ้นโดยรวมจะเกิดการดำดิ่งลงไปอย่างนักเสียด้วย! นั่นจึงทำให้นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following ที่มีวินัยส่วนใหญ่นั้นสามารถที่จะรอดพ้นเงื้อมือมัจจุราจของตลาดหุ้น โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจปัจจัยอื่นๆเลยนอกจากแนวโน้มของราคาหุ้นในขณะนั้น
SET All Stocks Trend
ภาพที่ 3 : ภาพกราฟ SET Index VS. Bullish Stock Composite แสดงสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในแต่ละวัน โดยที่มันได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อตลาดหรือ SET Index เริ่มย่ำแย่ลง หุ้นต่างๆในตลาดจะเริ่มมีสัญญาณขายออกมาจนทำให้แนวโน้มของหุ้นที่เป็นขาขึ้นในขณะนั้นลดลงไปเรื่อยๆโดยอัตโนมัติ ในขณะที่สัญญาณซื้อจะค่อยๆเกิดขึ้นเมื่อตลาดกลับมาดีอีกครั้งหนึ่ง จนทำให้สัดส่วนของจำนวนขึ้นที่เป็นขาขึ้นนั้นสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
SET VS Margin
ภาพที่ 4 : กราฟ SET Index VS. %Margin ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนมูลค่าเงินลงทุน ของพอร์ทโฟลิโอในแต่ละช่วงเวลา โดยเราจะสังเกตได้ว่าเมื่อตลาดเป็นย่ำแย่นั้น สัดส่วน %Margin ลดลงโดยอันโนมัติ ในขณะที่เมื่อตลาดค่อยๆดีขึ้น %Margin ก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติเช่นกันจากสัญญาณที่เกิดขึ้นจากระบบ
การเล่นแบบเป็น “เข่ง”
ความลับที่ไม่ลับอีกอย่างของกลยุทธ์ Trend Following ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือการเล่นแบบเป็นเข่งหรือ Portfolio Trading ครับ เนื่องจากว่ากลยุทธ์การทำกำไรตามแนวโน้มนั้น ชื่อก็บอกว่าอยู่แล้วว่าเป็นการทำกำไรตามแนวโน้ม ดังนั้นถ้าหุ้นไม่มีแนวโน้มขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอันมันก็ไม่มีทางกำไร และแนวโน้มใหญ่ๆที่ว่านี้ก็มักจะเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในหุ้นแต่ละตัวเท่านั้น (หุ้นตัวหนึ่งๆอาจมีแนวโน้มใหญ่ๆแบบ Super Trend เพียง 2-3 รอบของชีวิตเท่านั้น)
นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงหาทางออกด้วยวิธีการง่ายๆอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการเฝ้ามองหุ้นเป็นตะกร้าคราวละหลายๆตัวแทนที่จะเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัว และค่อยๆทยอยเข้าซื้อขายหุ้นคราวละน้อยๆแทน โดยมีเหตุผลเพื่อที่จะทำให้เราสามารถเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งได้อยู่เสมอ และไม่พลาดโอกาสในการเข้าทำกำไรไป
ด้วยความประจวบเหมาะตรงนี้เองที่ทำให้พอร์ทโฟลิโอของนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงมีลักษณะของการกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นหลายๆตัวโดยอัตโนมัติ จนทำให้ความเสี่ยงรายตัวของหุ้นที่ถืออยู่ลดลง คงเหลืออยู่แต่ความเสี่ยงของตลาดหรือ Market Risk ที่มักจะเป็นตัวกดดันให้หุ้นส่วนใหญ่วิ่งไปพร้อมๆกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงจากตลาดหรือ Market Risk ตรงนี้ก็จะถูกบรรเทาลงไปได้ด้วยการใช้กลไกของการ Stop Loss ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดไม่เป็นใจนั่นเองครับ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว สำหรับนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มที่มีพอรท์การลงทุนที่ใหญ่และกว้างขวางสามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์หลายๆอย่างก็ยิ่งจะได้รับผลประโยชน์จากการเล่นแบบเป็น “เข่ง” ในข้อนี้ยิ่งขึ้นไปอีก จนทำให้กองทุน Hedge Fund ประเภท Commodity Trading Advisor (CTA) ชื่อดังหลายๆกองทุนได้แจ้งเกิดในเวทีโลกกันอย่างมากมาย
SET Indrustries Cumulative Returns 2011-2014
ภาพที่ 5 : ภาพกราฟ Industries Cummulative Returns ซึ่งช่วยแยกผลกำไรที่เกิดจากระบบ Trend Following ออกเป็นรายอุตสาหกรรม ทำให้เราได้เห็นว่าการมีหุ้นที่เป็น Watchlist และกระจายน้ำหนักการลงทุนไปในหลายๆอุตสาหกรรมนั้นจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากหุ้นในอุตสาหกรรมหลายๆกลุ่มอาจไม่ได้วิ่งขึ้นลงพร้อมๆกัน การมีตะกร้าหุ้นที่กว้างขวางจะช่วยเปิดโอกาสให้เราสามารถทำกำไรได้บ่อยครั้งและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น
Note : ค่ากราฟไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 เนื่องจากผมได้ทำการ Backtest เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 – ปัจจุบัน
การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
นอกจากที่กลยุทธ์การลงทุนตามแนวโน้มแบบ Trend Following จะช่วยทำให้เราไม่ตกรถในตลาดขาขึ้น และติดดอยในตลาดขาลงแล้วนั้น เป็นที่รู้กันดีว่ากลยุทธ์แบบ Trend Following นั้นมักที่จะให้สัญญาณการซื้อที่มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ (แต่ก็ช่วยชนะตลาดได้นะ 55) ดังนั้นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆอีกอย่างหนึ่งของพวกมันก็คือการจัดการความเสี่ยงผ่านการกำหนดขนาดหรือเม็ดเงินในการลงทุนให้เหมาะสมในการซื้อขายแต่ละครั้งอยู่เสมอ (Money-Risk Management) นั่นจึงทำให้เรามักไม่เกิดการขาดทุนอย่างหนักขึ้นในการซื้อขายแต่ละครั้ง ดังนั้นเมื่อเวลาที่ตลาดเป็นขาลงหรือตลาดที่ผันผวนมากๆมาถึงแบบไม่รู้ตัวนั้น นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงมักที่จะรอดตายได้อย่างปาฎิหารย์แบบไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้
Drawdown 2007-2008
ภาพที่ 6  : ภาพกราฟ Drawdown แสดงให้เห็นถึงอัตราการขาดทุนสะสมของระบบ Trend Following จากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี ค.ศ 2007-2008 (สีเขียว) เปรียบเทียบกับ Drawdown ของดัชนี SET Index ในขณะนั้น (สีดำ) ซึ่งทำให้เห็นว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบ Trend Following สามารถที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดไม่เจ็บตัวอย่างหนักได้เป็นอย่างดี
Drawdown 2014
ภาพที่ 7 : ภาพกราฟ Drawdown ของระบบเปรียบเทียบกับดัชนี SET Index ในปีล่าสุด ค.ศ. 2014 ที่พึ่งจะเกิดเหตุการณ์ตลาดหุ้นดำดิ่งและเหวี่ยงอย่างรุนแรงในวันที่ 15-12-2014 ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following ก็ยังคงสามารถที่จะเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน
ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มหลายๆคนถึงยังขาดทุนจนเจ๊งล่ะ?
ก่อนจะจบบทความนี้นั้น ผมเองก็อยากจะพูดถึงคำถามที่มักจะถูกถามหลังจากที่ผมอธิบายสิ่งเหล่านี้จนจบไปเรียบร้อยแล้วอีกสักนิด โดยที่คำตอบของผมนั้นก็คงจะเหมือนกับการที่คุณถามว่า “ทำไมหลายๆคนที่เรียนบริหารธุรกิจ จึงยังทำธุรกิจจนเจ๊งขาดทุน” นั่นแหละครับ
มันยังคงมีองค์ประกอบอื่นๆในการลงทุนอีกมากมายนอกเหนือจากกลยุทธ์หรือระบบการลงทุนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นความอดทนมุ่งมั่น, ความรู้ความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์นั้นๆ, ทัศนคติในการลงทุน, วินัยในการลงทุนต่างๆ, EQ-IQ รวมไปถึงข้อจำกัดในการลงทุนของแต่ละคน หรือแม้แต่คำว่า “ดวง” อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งยวดต่อผลการลงทุนแทบทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วมันจึงไม่แปลกอะไรที่จะมีทั้งคนที่ยังขาดทุนจนย่อยยับ จนไล่ไปถึงคนที่สามารถจะดำรงชีพอยู่ด้วยการลงทุนในตลาดนั่นเอง
และนี่ก็คือทั้งหมดของบทความนี้ครับ ซึ่งผมหวังว่ามันจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเหตุใดคนที่สามารถจะลงทุนด้วยกลยุทธ์การลงทุนตามแนวโน้มอย่างมีวินัย จึงมีโอกาสที่จะขาดทุนอย่างย่อยยับค่อนข้างน้อย แม้ว่าพวกเขาจะต้องเจอกับสภาพตลาดที่ผันผวนสักเท่าไรนั่นเองครับ ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกคน แล้วเจอกันใหม่ครับผม

บทความที่ได้รับความนิยม